มนต์เสน่ห์ที่น่าอัศจรรย์กับเทศกาลคริสต์มาส

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวันคริสต์มาสเป็นหนึ่งเทศกาลที่สำคัญของโลก ถือเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ประจำปีของคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก โดยบรรดาห้างสรรพสินค้าต่างพร้อมใจกันตกแต่งประดับประดาไฟให้สวยงาม อีกทั้งยังเปิดเพลงที่เป็นเพลงประจำเทศกาลเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกสนุกสนานและมีอารมณ์ร่วมไปกับเทศกาลนี้ ในปัจจุบันผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ในหลายๆประเทศต่างก็หันมาเฉลิมฉลองและมีอารมณ์ร่วมกันมากขึ้น ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นเทศกาลแห่งความสุขได้เป็นอย่างดี เรามาทำความรู้จักกับสิ่งของที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้กันว่ามีอะไรบ้าง และมีความเป็นมาอย่างไร  1. ต้นคริสต์มาสและของประดับต้นคริสต์มาส ต้นคริสต์มาสนั้นมักจะใช้เป็นต้นสนป่าดิบ หรือต้นไม้ประดิษฐ์ที่เป็นลักษณะของต้นสน โดยจุดเริ่มต้นของต้นคริสต์มาสนั้นเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 ที่ประเทศเยอรมันนี ต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า ต่อมาก็มีการตกแต่งด้วยขนมอบรูปนางฟ้าบ้าง หรือลูกกวาดสีสันต่างๆ ดอกไม้ หัวใจ และดวงดาว การตกแต่งแบบนี้ถูกแพร่หลายในเยอรมันและทั่วทั้งทวีปยุโรป 2. The Nutcracker ตุ๊กตาที่แกะถั่ว บันทึกจากนิทานของเยอรมันนี คนส่วนมากจะให้เจ้านัทแครกเกอร์เป็นของที่ระลึก เพราะเป็นการแสดงถึง การนำความโชคดีมาสู่ครอบครัวและคอยช่วยปกป้องครอบครัวจากปีศาจให้ออกไป ในอดีตนั้นตุ๊กตานัทแครกเกอร์จะมีลักษณะเป็น นก สัตว์ และคน  จนกระทั่งในปี 1600s และ 1700s ได้มีการออกแบบเป็นรูปกษัตริย์ และทหารเหมือนเช่นทุกวันนี้ ส่วนสาเหตุที่เจ้า Nutcracker มาเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลนั้น มาจากการแสดงบัลเล่ ในนิยาย The NutcrackerRead More

-->

ความเหมือนที่แตกต่างกับงานฉลอง ‘คริสต์มาส’ ทั่วโลก

วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี จะเป็นวันคริสต์มาสที่หลายคนรอคอย ซึ่งเราได้รวบรวมการเฉลิมฉลองในแต่ละพื้นที่ทั่วโลกให้เห็นความเหมือนที่แตกต่างในการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้ สหรัฐฯ – พอถึงเช้าวันที่ 25 ธันวาคม ชาวอเมริกันกว่า 90 เปอร์เซนต์จะร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้ โดยเฉพาะเด็กๆ จะวิ่งไปรวมกันที่ต้นคริสต์มาสและถุงเท้าซานตา หรือ Stockings เพื่อดูว่าปีนี้พวกเขาจะได้ของขวัญจากซานตาคลอสกี่ชิ้น แต่ก่อนที่จะได้ของขวัญนั้น เด็กๆจะเขียน Christmas List หรือรายการของขวัญที่อยากได้จากซานตา และต้องเป็นเด็กดีตลอดเทศกาลด้วย อิตาลี – มีตำนานของ Befana แม่มดชราขี่ไม้กวาดไปทั่วอิตาลีในวัน Epiphany หรือวันที่ 6 มกราคมของทุกปี เพื่อแจกของขวัญแก่เด็กๆ ถ้าเด็กดีก็จะได้ของขวัญหรือขนมในถุงเท้าที่ใส่ของขวัญ แต่ถ้าเป็นเด็กดื้อ ก็จะได้ “ถ่าน” ไปแทน ด้านข้อมูลจากองค์กร One campaign บอกว่า ตำนานนี้ยังคล้ายคลึงกับหญิงชรา Bayka ในหลายประเทศของทวีปแอฟริกา มีเรื่องเล่าขานกันว่า หญิงชรา Bayka คือ ปีศาจที่เที่ยวเดินไปตามท้องถนนเพื่อขอของขวัญจากผู้คนในวันคริสต์มาส ยุโรป – ข้ามไปที่ฝั่งยุโรปก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะที่นั่นจะมีการฉลองวัน St. Nicholas DayRead More

-->

คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับ วันคริสต์มาส

ช่วงท้ายๆ ปี เทศกาลเฉลิมฉลองของความสุขเวียนกลับมา เป็นสัญญาณให้รู้ว่ากำลังจะผ่านไปอีกปี เราเติบโตกันขึ้นทุกวัน เรียนรู้กันไปในทุกๆ วัน ไม่ว่ายังไงอย่าได้หยุดพัฒนาตนเอง มองโลกในแง่ดี ให้ตัวเราเองเปล่งประกาย เหมือนแสงไฟ อบอุ่นเหมือนแสงเทียน ในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ เรียนรู้จดจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับ วันคริสต์มาส กันค่ะ Christmas Tree – ต้นคริสต์มาสPresent – ของขวัญ เกี่ยวกับ ซานตาครอส Santa Claus – ซานตาคลอสReindeer – กวางเรนเดียร์Snowflake – เกล็ดหิมะSleigh – แคร่เลื่อนหิมะ (ที่พาลุงซานต้าไปส่งของขวัญ) Christmas Gifts – ของขวัญวันคริสต์มาสStockings – ถุงเท้าStocking Stuffers – ของขวัญที่ใส่ในถุงเท้าChimney – ปล่องไฟ Gingerbread man cookie – ขนมปังขิงCandy Cane – ลูกอม ทอฟฟี่ที่เป็นรูปไม้เท้า ที่เกี่ยวกับต้นคริสต์มาส ของประดับวันคริสต์มาส Snow Globe – ลูกโลกหิมะSnowman – สโนว์แมน The Christmas Wreath – พวงมาลัยวันคริสต์มาส Wreath – พวงหรีดPineRead More

-->

ต้นไม้ที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาส

วันคริสต์มาสทั้งที ก็ต้องมีต้นไม้สวยๆประดับตกแต่งบ้านกันสิค่ะ ดังนั้นเพื่อเลือกซื้อดอกไม้ให้เข้ากับเทสกาล มาดูกันดีกว่าว่ามีต้นอะไรบ้างที่เกี่ยวกับวันคริสต์มาส ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettiaตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส   ต้นฮอลลี่ ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์  

-->

5 ประเพณีวันคริสต์มาส และความจริงที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้

สวัสดีทุกคนนน ช่วงวันคริสต์มาสแบบนี้จะมีอะไรดีไปกว่าการได้ตกแต่งต้นคริสต์มาสในบ้าน ตกแต่งบ้านด้วยไฟสวย ๆ และเอนจอยไลฟ์กับอากาศชิลล์ ๆ แต่รู้หรือไม่ว่าเทศกาลคริสต์มาสเองก็มีสิ่งที่ถูกทำต่อ ๆ กันมาจนกลายเป็นประเพณีประจำวันคริสต์มาสไปแล้ว! วันนี้เราจะพาไปดูกันว่ามีประเพณีวันคริสมาสอะไรบ้าง และประเพณีคริสต์มาสเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะอะไร ตามมาเล้ยยย ต้องบอกก่อนว่าวันคริสต์มาสเนี่ย เป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองวันเกิดของจีซัส (Jesus) หรือพระเยซูเจ้า ที่เชื่อกันว่าเป็นลูกชายของพระเจ้านั่นเอง ถือว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาคริสต์เลยแหละ ในต่างประเทศที่มีผู้คนนับถือศาสนาคริสต์เยอะ ๆ ก็จะถือว่าตั้งแต่ช่วงวันคริสต์มาสอีฟไปจนถึงปีใหม่ จะเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ต้องหยุดงาน เพื่อให้ชาวคริสต์ได้กลับไปใช้ชีวิต พบปะ สังสรรค์และได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญแห่งปีแบบนี้ และแน่นอนว่าวันคริสต์มาสก็ทำให้เกิดประเพณีหรือธรรมเนียมปฏิบัติเยอะแยะมากมาย อย่างการห้อยถุงเท้า, การกินพาย และการแลกของขวัญ แต่ละสิ่งมีความสำคัญอย่างไร ไปดูกันดีกว่า 1. ห้อยถุงเท้ายาวไว้หน้าเตาผิง เมื่อถึงเวลาของวันคริสต์มาสอีฟ ประเพณีวันคริสมาสที่เด็ก ๆ มักจะทำเสมอก็คือการนำถุงเท้ายาวไปห้อยไว้ที่หน้าเตาผิง หรือที่ต้นคริสต์มาส เพราะเชื่อกันว่าซานตาครอสจะนำของขวัญที่อยากได้มาใส่ไว้ในถุงเท้าเหล่านี้นั่นเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วประเพณีวันคริสมาสนี้เกิดขึ้นจากประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งนั่นคือ การวางหญ้าแห้งไว้ในรองเท้าในคืนวันที่ 5 ธันวาคม เพราะเชื่อว่าหากนักบุญนิโคลัสผ่านมา หญ้าแห้งที่พวกเขาทิ้งไว้ก็จะกลายเป็นอาหารของลาที่ท่านใช้ในการสัญจร และนักบุญนิโคลัสก็จะทิ้งเหรียญเงินเอาไว้ให้ในรองเท้าเป็นการตอบแทน และมีเรื่องเล่าว่าบ้านหลังหนึ่งมีหญิงสาวสามคนเป็นพี่น้องกันและยากจนมาก นักบุญนิโคลัสก็ทิ้งเหรียญทองไว้ให้ คืนหนึ่งพวกเธอเอาถุงเท้าทีม่ีเหรียญทองไปตากให้แห้งตรงปล่องไฟ เมื่อซาตาครอสเข้ามาจึงทิ้งเหรียญทองไว้ให้มากมาย หลังจากนั้นมาเด็ก ๆ จึงห้อยถุงเท้ายาวไว้ที่เตาผิงไฟ เพราะหวังว่าหากซานตาครอสผ่านมาRead More

-->

เรื่องเล่าในตำนาน กำเนิดซานตาคลอส วันคริสต์มาส

ซานตาคลอส (santa claus) เป็นบุคคลที่มีจุดกำเนิดทางตำนาน เทพปกรณัม ประวัติศาสตร์และตำนานพื้นบ้านตามวัฒนธรรมตะวันตกหลายประเทศ กล่าวกันว่าเขาเป็นผู้นำของขวัญไปยังบ้านของเด็กดีในช่วงเย็นและข้ามคืนวันคริสต์มาสอีฟ วันที่ 24 ธันวาคม ต้นกำเนิดที่แท้จริงของ ซานต้า! เรื่องของเรื่องมีว่ามีเด็กชายคนหนึ่งเกิดในหมู่บ้านไมรา ซึ่งสมัยก่อนโน้นตั้งอยู่ระหว่างเกาะโรดส์กับไซปรัส ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในตุรกี สมัยยุคศตวรรษที่ 4 ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวนิยมล่องเรือสำราญชื่นชมบรรยากาศ เด็กชายคนนี้มีชื่อว่า “นิโคลัส” (เซนต์นิโคลัส แห่ง ไมรา ( Saint Nicholas of Myra ) )  ชีวิตของเขาอยู่บนกองเงินกองทองเพราะพ่อแม่อยู่ในขั้นคหบดี สงสัยจะทำบุญมาแต่ชาติปางก่อนแต่ทว่าในความโชคดี ก็ย่อมมีความโชคร้าย ไม่ช้าไม่นานพ่อแม่ก็ถึงแก่กรรม ทรัพย์สินจึงตกเป็นของเขาเพียงผู้เดียว แต่น่าแปลกที่นิโคลัสกลับมีใจโอบอ้อมอารีต่อคนยากคนจน  ชอบแจกสมบัติช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรืออาจจะพบสัจธรรมที่ว่า แท้จริงแล้วเงินทองก็คือสิ่งสมมุติ ความสุขทางใจมีค่ามากกว่า เพราะมันประเมินมิได้ ครั้งนั้นมีครอบครัวของชายชราคนจนครอบครัวหนึ่ง กำลังมีปัญหาด้วยบุตรสาวทั้งสามต้องการแต่งงานแต่ไม่มีเงินจัดพิธีให้สมเกียรติ  ครอบครัวนี้จึงตกอยู่ในความทุกข์อย่างหนักเมื่อนิโคลัสทราบข่าวจึงนำทองคำใส่ถุง 2ถุง แอบย่องเข้าไปวางไว้ในบ้านของชายยากจนยามดึกสงัด ทำให้ 2สาวได้จัดพิธีแต่งงานได้อย่างใหญ่โตสมความปรารถนา ต่อมาก็ถึงเวลาของบุตรสาวคนสุดท้องบ้าง นิโคลัสก็นำถุงทองแอบมาหย่อนลงทางปล่องไฟในยามค่ำคืนเหตุที่ต้องใช้ปล่องไฟเพราะคืนนั้นหน้าต่างปิดสนิทหมดทุกด้าน จากพฤติกรรมของนิโคลัสเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่เด็ก ๆ ในสมัยต่อมาแอบนำของขวัญวางไว้ที่เตียงนอนของลูก ๆ ในตอนกลางคืน แล้วบอกว่าซานตาคลอสนำของขวัญมามอบให้ กลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบที่ยกย่องซานตาคลอสให้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของเด็กๆ สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน “ซินเตอร์คลาส” คำว่า Santa Claus นั้นมาจากภาษาดัชต์ว่า Sinterklass นั่นก็คือชื่อ เซนต์นิโคลัส นั่นเอง ที่เด็กๆ อ่านเพี้ยนมาเป็นภาษาอังกฤษว่า ซานตาคลอส ในที่สุด และเรื่องของ เซนต์นิโคลัส ก็ได้ถูกเล่าขานต่อกันมา จนถึงทวีปอเมริกา ซึ่งการแต่งกายของซานตาในยุคนั้น จะมีโทนสีเขียวแก่Read More

-->

7 จานเด็ด เทศกาลคริสต์มาสจากรอบโลก วันนี้เขากินอะไรกัน?

     สำหรับอาหารในเทศกาลเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสนั้น ที่เรารู้กันดีว่าต้องมี ก็คือ “ไก่งวงอบ” เป็นพระเอกของโต๊ะนั่นเอง โดยชาวตะวันตกจะมีธรรมเนียมให้ชายผู้อาสุโสที่สุดของบ้าน เป็นคนตัดแบ่งไก่งวงให้แก่สมาชิกทุกคน บางบ้านอาจไม่ทำไก่งวงอบ แต่จะทำไก่งวงย่าง (Roast Tom Turkey King David) แทนก็ได้ ส่วนของหวานสุดฮิตจะเป็น “คริสต์มาสพุดดิ้ง” หรือก็คือเค้กผลไม้นั่นแหละครับ แต่พิเศษตรงที่ใช้วิธีนึ่งแทนการอบแบบปกติ เมื่อถึงเวลายกเสิร์ฟจะมีการราดบรั่นดีเล็กน้อย แล้วจุดไฟเพื่อเพิ่มความหอมให้กับพุดดิ้ง      และในค่ำคืนนี้ เขาจะมีเครื่องดื่มสุดพิเศษประจำเทศกาล ได้แก่ “คริสต์มาสไวน์” ถือเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมในเทศกาลวันคริสต์มาสเช่นนี้มาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ในวันคริสต์มาสของทุกปีนั้นอยู่ในช่วงหน้าหนาว ชาวตะวันตกจึงนิยมดื่มไวน์ เพราะถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ในขณะที่อังกฤษเองนอกจากดื่มไวน์แล้ว ยังมี “วาสเซล” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มร้อนที่ผสมแอลกอฮอล์และเครื่องเทศ ไว้สำหรับดื่มในเทศกาลวันต์มาสนี้เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย      นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมด้านอาหารในเทศกาลคริสต์มาสที่แต่ละประเทศมีไม่เหมือนกันด้วย เมนูประเทศไหนเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย 1. risalamande      เริ่มกันที่เดนมาร์ก เริ่มต้นด้วยของหวานจานเด็ดที่มีชื่อว่า Risalamande ซึ่งชาวเดนิชรับประทานกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจนเป็นประเพณีสำคัญ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องประหลาดมาก ถ้าใครผ่านเทศกาลคริสต์มาสไปโดยไม่ได้กินเมนูนี้  Read More

-->

สีประจำวันคริสต์มาส

สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาคลอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฏบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาคลอส สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว

-->

ต้นกำเนินเพลงคริสต์มาส

เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาละติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ เพลงคริสต์มาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาละติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ. 1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาละติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมนี และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr)Read More

-->

การทำมิสซาเที่ยงคืน missa mass คืออะไร?

ตอนเที่ยงคืนของวันที่ 24 ชาวคริสจะพากันไปโบสถ์ เพื่อที่จะเข้าร่วมพิธีมิสซาเที่ยงคืน มิสซา[n.] mass[syn.] พิธีมิสซาตัวอย่างประโยคชาวคริสต์ร่วมใจไปทำมิสซา[n.]น. พิธีกรรมในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เพื่อระลึกถึงพระเยซูที่ทรงสั่งเสียสาวกขณะที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย โดยสัญญาว่า เมื่อประกอบพิธีแบ่งขนมปังดังที่พระองค์กระทํา พระองค์จะเสด็จมาประทับร่วมด้วยทุกครั้ง. (ล. missa อ. mass). ทำไมถึงมีการทำมิสซาเที่ยงคืน เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส)ในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระ เยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสด้วย

-->