สีประจำวันคริสต์มาส

สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาคลอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฏบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาคลอส สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว

-->

ต้นกำเนินเพลงคริสต์มาส

เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาละติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ เพลงคริสต์มาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาละติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ. 1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาละติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมนี และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ. 1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr)Read More

-->

ทำไมจึงฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคม

ตามหลักฐานในพระวรสาร (ลูกา 2:1-3) มีว่า พระเยซูบังเกิดในสมัยที่จักรพรรดิ ซีซาร์ ออกัสตัส ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยมีคีรีนิอัส เป็นเจ้าเมืองซีเรีย   ซึ่งในพระวรสารไม่ได้บอกว่าเป็นวันหรือเดือนอะไร สมัยก่อนคริสตชนคิดเอาว่าที่มีการฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25ธันวาคมนั้น ก็เพราะเป็นวันเกิดของพระเยซูตามทะเบียนเกิดซึ่งเป็นเอกสารที่คีรีนิอัสเก็บไว้  แต่ที่จริงเอกสารนี้ได้สูญหายไปหมดแล้ว นักประวัติศาสตร์ไม่สามารถค้นพบได้    นักประวัติศาสตร์หาสาเหตุต่างๆ ว่าทำไมคริสตชนจึงเลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาสตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา และก็ให้คำอธิบายต่างๆ กัน แต่คำอธิบายหนึ่งที่สมเหตุสมผลหรือมีน้ำหนักมากที่สุดคือ ในปี ค.ศ. 274 จักรพรรดิ AURELIAN ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง     กล่าวตามความรู้ทางวิชาดาราศาสตร์สมัยนั้น  เห็นว่า  วันนั้นเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลที่สุดจากเส้นศูนย์สูตรของโลก และเริ่มหมุนไปทางด้านเหนือของท้องฟ้า วันใหม่เริ่มยาวขึ้น ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า  และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระเจ้าจักรพรรดิไปในตัวด้วย   เพราะพระเจ้าจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันรู้สึกอึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของดวงอาทิตย์ตามประเพณีของชาวโรมัน จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูแทน ในวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 330 เริ่มมีการฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและอย่างเปิดเผย    เนื่องจากก่อนนั้นมีการเบียดเบียนคริสตชนอย่างรุนแรง (ตั้งแต่ปี ค.ศ.Read More

-->

การทำมิสซาเที่ยงคืน missa mass คืออะไร?

ตอนเที่ยงคืนของวันที่ 24 ชาวคริสจะพากันไปโบสถ์ เพื่อที่จะเข้าร่วมพิธีมิสซาเที่ยงคืน มิสซา[n.] mass[syn.] พิธีมิสซาตัวอย่างประโยคชาวคริสต์ร่วมใจไปทำมิสซา[n.]น. พิธีกรรมในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก เพื่อระลึกถึงพระเยซูที่ทรงสั่งเสียสาวกขณะที่รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย โดยสัญญาว่า เมื่อประกอบพิธีแบ่งขนมปังดังที่พระองค์กระทํา พระองค์จะเสด็จมาประทับร่วมด้วยทุกครั้ง. (ล. missa อ. mass). ทำไมถึงมีการทำมิสซาเที่ยงคืน เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 23 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส)ในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระ เยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสด้วย

-->

5 คําอวยพรวันคริสต์มาส

รวม 5 คําอวยพรวันคริสต์มาสสุดฮิต ภาษาอังกฤษ พร้อมคําแปลภาษาไทยส่งให้เพื่อน ครอบครัวและคนรักต้อนรับวันคริสต์มาส เทศกาลคริสต์มาส  ใกล้จะมาถึงแล้ว หลาย ๆ คนโดยเฉพาะชาวคริสต์ ก็ถึงเวลาจะต้องเขียนคำอวยพรวันคริสต์มาสส่งถึงญาติ เพื่อน ๆ และคนรู้จักกันแล้ว และตอนนี้เชื่อว่าคงจะมีหลายคนที่ยังคิดคำอวยพรไม่ออก ไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยคำไหนดีแน่นอน วันนี้แอดมินจึงมีคำอวยพรวันคริสต์มาสฝาก ไปดูกันเลยจ้าาา  You are special, you are unique. May your Christmas be also as special and unique as you are ! Merry Christmas ! คุณเป็นคนพิเศษ คุณไม่เหมือนใคร ขอให้คริสต์มาสของคุณพิเศษแบบไม่เหมือนใครอย่างที่คุณเป็น สุขสันต์วันคริสต์มาส  Sending the warmest Christmas wishes to you and your family. May God shower his choicest blessings onRead More

-->

ต้นคริสต์มาสมีที่มาอย่างไร

ตามตำนานในสมัยโบราณ “ต้นคริสต์มาส” หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและอีฟไปหยิบผลไม้มากินและทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า (ปฐก.3:1-6) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครอถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉาก แสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่ายที่สุด ในประเทศ เหล่านั้น การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดงเนื่องจากการแสดงนั้น กลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนา ซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาส ดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ล ขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ ทุกวันนี้ แม้ว่าประเพณีการตั้งต้นคริสต์มาส มีความเป็นมาดังกล่าว ชาวคริสต์ในสมัยนี้ ก็ยังนิยมทำกันอยู่ เพราะเห็นว่า มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐก.2:9) ที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล ซึ่งหมายถึง นิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า และนอกจากนั้นยังหมายถึง ความสว่างของพระองค์ เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด ทั้งยังหมายถึง ความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูเจ้าประทานให้Read More

-->

5 กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดในวันคริสต์มาส

5 กิจกรรรมที่ไม่ควรพลาดในวันคริสต์มาสมาฝากกันค่ะ รับรองว่าใครๆก็สามารถทำได้กันทั้งนั้น จะมีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย พร้อมหน้าพร้อมตา ลงมือทานไก่งวงอบ อาหารหลักของวันคริสต์มาสอย่าง “ไก่งวงอบ” ที่รอเสิร์ฟให้ทุกคนในครอบครัว ได้ร่วมรับประทานกันในมื้อค่ำสุดพิเศษนี้ เข้าครัวลงมืออบขนม กระชับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวด้วยกิจกรรมสุดน่ารักอย่างการอบขนม ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้หรือคัพเค้กง่ายๆ อาจทำเป็นรูปดาว ต้นคริสต์มาส หรือถ้าใครแอดวานซ์หน่อยก็เป็นรูปซานต้าไปเลย ปาร์ตี้ย่อมๆ เพิ่มความสนุกสดใสให้บ้านของเรา ด้วยปาร์ตี้เล็กๆ ในตีมซานต้าสุดซ่าส์ และแซนตี้สุดเซ็กซี่ พร้อมขนมและเครื่องดื่มแบบจัดเต็ม แต่ก็ต้องระวัง อย่าให้เสียงดังรบกวนเพื่อนบ้านเกินไปล่ะคะ ให้ดนตรีขับกล่อมหัวใจ ก่อนแยกย้ายกันเข้านอนก็อาจมีการนั่งร้องเพลง เล่นดนตรีเบาๆ ให้เสียงดนตรีช่วยผ่อนคลายอารมณ์จากเรื่องต่างๆที่เราต่างพบเจอกันมาตลอดทั้งปี อาจมีแอบจิบแชมเปญกันเบาๆเพื่อเพิ่มอรรถรสในการฟังเพลงก็ได้ค่ะ มอบของขวัญให้แก่กัน สำหรับเทศกาลสำคัญ ก็ต้องเตรียมของขวัญให้คนพิเศษ

-->

5 สถานที่ท่องเที่ยวเทศกาลคริสต์มาสใน เอเชีย

ใครที่อยากสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้ ต้องตามเรามาดูค่ะว่าเมืองท่องเที่ยวในเอเชีย ที่ไหนที่น่าไปใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่กันบ้าง…ไปดูเลย 5. กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศฟิลิปปินส์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์ เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเทศกาลสำคัญของคนทั่วฟิลิปปินส์มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เพื่อให้ประชาชนได้เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขนี้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ ซึ่งในเมืองมะนิลาก็มีการจัดตกแต่งอาคารบ้านเรือนอย่างสวยงามอลังการ แทบจะทุกมุมตึกและมุมถนนจะมีไฟระยิบระยับส่องสะท้อน สร้างสีสันและความสุขให้กับทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ความสนุกสนานและความสุขเหล่านี้ส่งต่อไปจนถึงปีใหม่กันเลยทีเดียว โดยนักท่องเที่ยวจะได้ชมการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่นี่อีกด้วย 4. สิงคโปร์ การไปใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ที่สิงคโปร์ เชื่อเถอะว่าคุณจะได้รับสิ่งที่คุ้มค่าสุด ๆ ด้วยความที่คนท้องถิ่นจะอาศัยอยู่ภายในเกาะเดียวกัน พอถึงเทศกาลสำคัญอย่างคริสต์มาสและปีใหม่ ชาวเมืองจะร่วมมือร่วมใจช่วยกันเฉลิมฉลองเทศกาลนี้อย่างอบอุ่น เราจึงได้เห็นการตกแต่งอาคารบ้านเรือน สถานที่ท่องเที่ยว สวนสาธารณะ ฯลฯ อย่างสวยงาม ทั่วทั้งเกาะสิงคโปร์จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าแบรนด์ดังต่างพากันลดราคาสินค้า เพื่อการช้อปปิ้งอย่างสนุกสนานและเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว 3. ฮ่องกง เป็นที่ทราบกันดีว่าในทุก ๆ ปี ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ฮ่องกงจะมีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 10 สถานที่ที่น่ามาใช้เวลาในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่มากที่สุดในโลก มีการตกแต่งประดับประดาอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ด้วยของตกแต่งสุดน่ารักและไฟหลากสีสัน บนท้องถนนต่าง ๆ จะสว่างไสวไปด้วยไฟดวงน้อย ๆ หลายพันดวงระยิบระยับ อากาศเย็น ๆ ยิ่งทำให้ที่นี่มีบรรยากาศโรแมนติก นอกจากนี้ในช่วงปีใหม่ยังมีการจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่อลังการอีกด้วย 2. กรุงโตเกียวRead More

-->

7 สถานที่นิยมฉลองคริสต์มาส

เว็บไซต์ cnn.com ได้จัดอันดับสถานที่ได้รับความนิยมสำหรับการฉลองคริสต์มาสมากที่สุด เมืองจากทั่วโลก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปยุโรป และเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยอันดับหนึ่ง คือ เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

-->

CHRISTMAS DAY

Christmas มาจากภาษาอังกฤษโบราณคือคำว่า Christes Maesse แปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า โดยพบคำนี้ครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 ภายหลังแปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ซึ่งวันคริสต์มาส คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบันทึกไว้ว่า พระเยซูประสูติในสมัยจักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งโรมัน อย่างไรก็ตามในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร แต่สาเหตุที่ใช้วันที่ 25 ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเยซูนั้น นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน แต่ด้วยชาวคริสต์สมัยนั้นได้ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนา จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงได้เริ่มฉลองวันคริสต์มาสต์อย่างเป็นทางการและเปิดเผยนับจากนั้นเป็นต้นมา จนกลายเป็นเทศกาลที่สำคัญของชาวคริสต์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

-->