บทความ

ทำความรู้จัก พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์

สำหรับพวกเราชาวคริสนั้นก็น่าจะรู้พิธีนี้เป็นอย่างดี พิธีมหาสนิทมีที่มาจากเหตุการณ์ในคืนวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ก่อนการตรึงพระเยซูที่กางเขน ขณะนั้นพระเยซูรับประทานอาหารร่วมกับอัครทูตอันเป็นอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ในการรับประทานอาหารครั้งนั้นอยู่ในช่วงปัสคา มีเพียงขนมปังและเหล้าองุ่น ซึ่งพระองค์ใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาใหม่ ในการไถ่บาปด้วยเนื้อและเลือดของพระองค์ดังที่ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว พิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ หรือพิธีมหาสนิท คริสต์ศาสนิกชนโรมันคาทอลิก, อีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ และโปรเตสแตนต์บางคณะเรียกว่าศีลมหาสนิท เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ เพื่อแสดงถึงการร่วมสนิทกับพระเยซู โดยการรับประทานขนมปัง (สัญลักษณ์แทนพระกายของพระองค์) และไวน์ (สัญลักษณ์แทนพระโลหิต) การประกอบพิธีมหาสนิท เพื่อให้ชาวคริสต์ระลึกถึงคุณของพระเป็นเจ้า เพื่อการประกาศยอมรับว่าพระเจ้าได้สถิตอยู่ในกายตน เพื่อแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และเพื่ออยู่ร่วมกันด้วยความรักในประชาคมเดียวกันในนิกายโปรเตสแตนต์ กล่าวคำที่ใช้ในพิธีมหาสนิทตามพระวรสารนักบุญลูกา ส่วนนิกายโรมันคาทอลิก กล่าวคำที่ใช้ในพิธีมหาสนิทเฉพาะตามที่พระศาสนจักรคาทอลิกกำหนด

-->

แม่พระรับสาร คืออะไร

โดยเหตุการที่แม่พระรับสารนั้นเกิดขึ้นเมื่อไร  ไม่ทราบได้ แต่เมื่อมีการฉลองวันการประสูติของพระเยซูในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ก็มีผู้ริเริ่มจัดการฉลองเหตุการณ์แม่พระรับสารนี้ขึ้นในวันที่ 25 มีนาคมของทุกปี เรียกว่า “วันแม่พระรับสาร” (Annunciation of the Lady’s Day) โดยนับถอยหลังจากวันคริสต์มาสขึ้นไปเก้าเดือน และเหตุการณ์แม่พระรับสาร ตามพระคัมภีร์ไบเบิลมีดังนี้ เมื่อถึงเดือนที่หก พระยาห์เวห์ทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลนั้นให้มายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลี ชื่อ นาซาเร็ธ มาถึงหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่ได้หมั้นกันไว้กับชายคนหนึ่งที่ชื่อ โยเซฟ เป็นคนในเชื้อวงศ์ดาวิด หญิงพรหมจารีนั้นชื่อ มารีย์  ทูตสวรรค์เข้าบ้านมาถึงหญิงพรหมจารีนั้น แล้วว่า เธอผู้ซึ่งพระเจ้าทรงโปรดปรานมาก จงจำเริญเถิด พระเป็นเจ้าทรงสถิตอยู่กับเธอ  ฝ่ายมารีย์ก็ตกใจเพราะคำของทูตนั้น และรำพึงว่า คำทักทายนั้นจะหมายว่าอะไร  แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่เธอว่า มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นที่พระเจ้าทรงโปรดปรานแล้ว  ดูเถิด เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า เยซู  บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นพระบุตรพระเป็นเจ้าสูงสุด พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิด บรรพบุรุษของท่าน ให้แก่ท่าน  และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์ และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย  ฝ่ายมารีย์ทูลทูตสวรรค์นั้นว่า เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายไม่  ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เหตุฉะนั้น บุตรที่จะเกิดมานั้นจะได้เรียกว่าวิสุทธิ์ และเรียกว่าพระบุตรของพระเจ้า  ดูซิ ถึงนางเอลีซาเบธญาติของเธอชราแล้ว ก็ยังตั้งครรภ์มีบุตรเป็นชายด้วย บัดนี้ นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหญิงหมัน ก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้ว  เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้  ส่วนมารีย์จึงทูลว่า ดูเถิด ข้าพเจ้าเป็นทาสีของพระเป็นเจ้าRead More

-->

วิทยาลัยสารพัดช่างตราด ครองแชมป์แกะสลักหิมะน้ำแข็งสมัยที่ 10

โดยในปี 2019 วิทยาลัยสารพัดช่างตราด ได้ครองแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 10 นักศึกษาอาชีวศึกษาจำนวน 3 ทีม ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี และวิทยาลัยสารพัดช่างตราด เข้าร่วมการแข่งขันจากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 5 ประเทศ 2 เขตปกครองพิเศษ รวมจำนวน 55 ทีม  ประกอบด้วย 1.ไทย 2. รัสเซีย 3.เดนมาร์ก 4 อังกฤษ 5 จีน 6. ฮ่องกง และ 7. ไต้หวัน  ทีมวิทยาลัยสารพัดช่างตราด ได้รับรางวัล Top grade Awards ซึ่งเป็นรางวัลคะแนนรวมสูงสุดของการแข่งขันในครั้งนี้ และได้รับรางวัลสุดยอดความคิดสร้างสรรค์ (Best Creative award) ของการแข่งขัน จากผลงาน “Rescue Mission Rivets Thamluang caves in Chiangrai Thailand.” จากการพบรอยนิ้วมือคนเกาะตามถ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหวัง และสร้างพลังใจให้กับทุกคนRead More

-->

สิ่งที่ปฏิบัติในเทศกาลคริสต์มาส

เทศกาลคริสต์มาสที่จะตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีนั้นถือว่าเป็นเทศกาลแห่งความสุขอีกหนึ่งเทศกาลและทำให้ครอบครัวได้มาเจอกับพร้อมหน้าพร้อมตากันในรอบปีและเป็นเทศกาลที่เด็กนั้นรอค่อยการได้รับของขวัญวันนี้เราจะมาดูกันว่าแท้จริงแล้วเทศกาลคริสต์มาสนั้นมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร เทศกาลคริสต์มาสถือเป็นเทศกาลที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มีการจัดงานเฉลิมฉลอง ประดับต้นคริสต์มาสตามสถานที่ต่างๆ และจัดแสดงแสง สี เสียง อย่างสวยงาม สมัยก่อนชาวโรมันนิยมมอบของขวัญที่มีค่าให้แก่กัน เช่น อาหาร ขนม และทองคำ ในขณะที่ชาวยุโรปมักบริจาคทาน มอบของขวัญ และของใช้ให้แก่คนไร้บ้าน ในปัจจุบันถือเป็นวันที่ครอบครัวจะได้กลับมาฉลองร่วมกัน มีการมอบของขวัญ ส่งการ์ดอวยพร ทำขนมอบ และรับประทานอาหารมื้อค่ำ ส่วนเด็กๆ จะรวมตัวกันร้องเพลงตามบ้านและโบสถ์ อีกทั้งนิยมนำถุงเท้ามาแขวนไว้หน้าเตาผิงเพื่อรอของขวัญจากซานตาคลอส (ซึ่งก็คือพ่อแม่ของพวกเขา)

-->

การเตรียมขนมและนมให้กับซานต้า

เชื่อกันว่าซานต้าจะมาหาเด็กๆ ในคืนวันก่อนคริสต์มาส เพื่อส่งมอบของขวัญที่เด็กๆ ปรารถนา ซานต้าต้องทำงานหนักเพราะต้องรีบส่งขวัญให้เด็กๆ ก่อนถึงเวลารุ่งเช้า ดังนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณซานต้าที่ จึงเกิดประเพณีการวางคุ้กกี้พร้อมนมสด ไว้ข้างๆ เตาผิง สำหรับให้ซานต้า ในบ้างครั้งอาจจะมีแครอทให้สำหรับกวางเรนเดียร์ทั้ง 9 ตัวด้วย นิยมทำก่อนเข้านอน 

-->

ทำความรู้จัก นิกาย โปรเตสแตนต์

โดยนิกาย โปรเตสแตนต์ หนึ่งในนิกาย ในศาสนาคริสต์  และ โปรเตสแตนต์ ก้หมายถึง ที่ไม่ใช่โรมันคาทอลิกและออร์ทอดอกซ์  โปรเตสแตนต์นั้นมีจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16  ที่ คัดค้านหลักความเชื่อและการปฏิบัติแบบโรมันคาทอลิก ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศิษย์ของมาร์ติน ลูเทอร์ ได้ตั้งคริสตจักรอิแวนเจลิคัลแห่งเยอรมนีและสแกนดิเนเวียขึ้น ส่วนคริสตจักรปฏิรูปในประเทศฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และฝรั่งเศส ตั้งขึ้นโดยฌ็อง กาลแว็ง และนักปฏิรูปศาสนาคนอื่น ๆ เช่น ฮุลดริช ซวิงลี นอกจากนี้ยังมีจอห์น น็อกซ์ ที่ตั้งคริสตจักรปฏิรูปในฮังการีขึ้น ในประเทศอังกฤษการปฏิรูปศาสนานำโดยคริสตจักรแห่งอังกฤษ และยังมีขบวนการปฏิรูปศาสนาอีกหลายกลุ่มเกิดขึ้นทั่วยุโรปภาคพื้นทวีป เช่น การปฏิรูปแบบรุนแรง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกลุ่มอนาแบ๊บติสต์ โมราเวียน และขวนการไพเอทิสต์อื่น ๆ การกำเนิดของนิกายโปรเตสแตนต์ มีผลสำคัญทั้งทางศาสนา และการเมืองมาก เพราะเป็นการทำลาย การติดต่อเกี่ยวพัน ในระหว่างพวกคริสต์ และทำให้กลุ่มคาทอลิก สังคายนาระเบียบ ของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ฝ่ายคาทอลิก ตัดรอนอำนาจของสันตปาปาในกรุงโรม ทำให้เกิดรัฐอิสระอีกหลายแห่ง ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงเรียกว่าเป็น ช่วงปฏิรูปศาสนาหรือ Reformation การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็ก ๆ ในภายหลัง โดยกลุ่มที่เป็นตัวเคลื่อนไหวนี้

-->

รวมเรื่องราวทั่ง 5 ของพระเยซู

โดยเรื่องราวนั้นถูกเขียนในหนังสือ มีเนื้อหาที่ชัดเจนในตัวเอง ระหว่างที่เรียนให้จดบันทึกว่า เรื่องราวแต่ละเรื่องได้แสดงให้เห็นถึงฤทธิ์อำนาจและพระลักษณะของพระเยซูในด้านใดบ้าง ตลอดการเรียนรู้ทั้งห้าเรื่องราวนี้ คุณจะซาบซึ้งในความเมตตาและความห่วงใยของพระเยซู เห็นถึงสิ่งที่ไม่มีใครจะทำได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น และแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงมีฤทธิ์เหนือธรรมชาติ เหนือความเจ็บป่วย เหนือความพิการ เหนือวิญญาณชั่ว และ เหนือความตาย • เรื่องราวที่ 1 (พระเยซูทรงเลี้ยงอาหารประชาชน) เกิดขึ้นที่เมืองเบธไซดา บริเวณทางขวาบน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ตรงหัวมุมของทะเลสาบกาลิลี • เรื่องราวที่ 2 (พระเยซูทรงเดินบนน้ำ) เกิดขึ้นหลังจากที่มีพายุใหญ่มาปกคลุมอยู่เหนือทะเลสาบกาลิลี • เรื่องราวที่ 3 (ชายที่มองเห็นได้) เกิดขึ้นทางตอนใต้ ในกรุงเยรูซาเล็ม ใกล้กับสระน้ำสิโลอัมที่มีชื่อเสียง • เรื่องราวที่ 4 (ชายที่กลับสู่สภาพดี) เกิดขึ้นบนชายฝั่งของทะเลสาบกาลิลี คราวนี้อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ในเมืองเก-ราซา หรือ แคว้นกาดารา • เรื่องราวที่ 5 (ลาซารัสฟื้นจากตาย!) เกิดขึ้นในเมืองเบธานี ใกล้กับกรุงเยรูซาเล็ม

-->

นักบุญนิโคลัส มุขนายกแห่งมิราในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4

โดยชื่อเต็มของท่าน นักบุญนิโคลัสแห่งไมรา (Saint Nicholas of Myra)  และ แปลว่า ชัยชนะของปวงชน  ท่านเกิดที่เมืองปารารา ดินแดนอานาโตเลียในปี ค.ศ. 270 หรือ พ.ศ 813 โดยชีวิตช่วงวัยหนุ่มท่านได้จาริกแสวงบุญไปอียิปต์และปาเลสไตน์ พอกลับมาได้ไม่นานก็ได้รับแต่งตั้งเป็นบิชอปแห่งมิรา ต่อมาช่วงการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนในจักรวรรดิโรมัน สมัยจักรพรรดิไดโอคลีเชียน ท่านถูกจับขังคุก จนเมื่อสิ้นสุดลงในรัชสมัยจักรพรรดิคอนสแตนติน ท่านจึงถูกปล่อยตัวต่อมาท่านได้เข้าร่วมสภาสังคายนาไนเซียครั้งที่หนึ่ง และถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 886 ว่ากันว่าในปี 1630 ศพของท่านถูกพ่อค้าชาวอิตาลีขโมยจากเมืองมิรามาไว้ที่เมืองบารีประเทศอิตาลีจวบจนปัจจุบัน ด้วยเหตุที่ เซนต์ นิโคลัส แห่งเมืองไมรา เป็นที่รู้จักเรื่องความมีเมตตาต่อเด็ก และมักแอบมอบของขวัญแก่เด็กๆ จึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักในยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 ในฐานะบิดาแห่งคริสต์มาส ผู้มอบของขวัญให้เด็กๆ โดยชาวดัตช์ซึ่งเดินทางไปถึงสหรัฐฯ เรียก เซนต์นิโคลัสว่า ‘ซินเตอร์คลาส’ (Sinterklaas) ก่อนจะกลายมาเป็น ซานตาคลอส เหมือนเช่นในปัจจุบันประวัติตอนหนึ่งเล่าว่า นักบุญของเราคนนี้ มีชื่อเสียงในเรื่องของการให้ทานแบบแปลกๆ เช่นใส่เหรียญ่ไว้ในรองเท้าแก่ผู้ที่ถอดออกมายื่นให้แก่ท่าน ซึ่งเป็นที่มาของรูปแบบในการขอของขวัญจากซานตาคลอส ที่เรามักเอาถุงเท้าไปแขวนไว้ที่ปล่องไฟนั่นเอง นอกจากตำนานเรื่องของขวัญแล้ว ท่านยังได้รับขนานนามว่าเป็นRead More

-->

อยากรู้ไหม การทำมิสซาเที่ยงคืน คืออะไร

เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) แล้วในปี นั้นเองพระองค์และสัตบุรุษได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม ยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ พอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืน พระสัน ตะปาปาก็ทรงถวายบูชา ณ ที่นั้น เมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พัก เป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และสัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไป พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อ สัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติ ของพระองค์ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมาจึงมี ธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาสเช่นเดียวกัน

-->

รู้หรือไม! พิธีมิสซา คืออะไร

พิธีมิสซา จะถูดจัดขึ้นใน วันคริสต์มาส ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญ พิธีมิสซา  คือ พิธีบูชาขอบพระคุณ ในความเป็นหนึ่งเดียวกันของคริสตชน โดยมีองค์พระเยซูเจ้าเอง เป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาปแทนเรามนุษย์ อาศัยพระกายและพระโลหิตที่ยอมสละและพลีชีวิตเพื่อเรา ดังนั้น พิธีมิสซาฯ จึงควรเป็นพิธีของส่วนรวมในความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่คริสตชนจะขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ทรงประทานพระบุตรของพระองค์ลงมาไถ่บาปแทนเรามนุษย์ทุกคน องค์ประกอบของพิธีมิสซาฯ    พิธีการต่าง ๆ ของพิธีมิสซาฯ นั้น ประกอบด้วยภาคต่าง ๆ ดังนี้ 1. ภาคเริ่มพิธี ตั้งแต่เริ่มพิธี ไปจนถึงบทภาวนาของประธาน (Collecta)     เริ่มจากเพลงแห่เข้า (ในความเป็นจริงจะไม่มีเพลงก็ได้ แต่การที่มีเพลง เพื่อให้สัตบุรุษรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อสรรเสริญพระเจ้า และถือเป็นการภาวนาอย่างหนึ่ง เพลงในพิธีกรรมที่ดี ควรเป็นเพลงที่สื่อความหมายให้เข้าใจในพิธีกรรม และร่วมจิตใจได้)     – คำทักทาย – การสารภาพความผิด – บทกีรีเอ – (พัฒนามาจากบทลีตานีอาในยุคแรกเริ่ม) – บทกลอรีอา และจบที่บทภาวนาของประธานซึ่งเป็นช่วงเชื่อมต่อไปสู่ช่วงที่สอง ในภาควจนพิธีกรรม     สาระโดยรวมของภาคเริ่มพิธีนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเริ่มต้นนำ และเตรียมให้บรรดาสัตบุรุษที่ชุมนุมอยู่ด้วยกัน มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นการโน้มน้าวจิตใจให้พร้อมที่จะฟังพระวาจาของพระเจ้าอย่างถูกต้อง และให้เฉลิมฉลองศีลมหาสนิทอย่างสมควร 2. ภาควจนพิธีกรรม   เริ่มจากบทอ่านแรกจากพันธสัญญาเดิมRead More

-->