7 ธรรมเนียมวันคริสต์มาส

ความสำคัญของวันคริสต์มาส
วันคริสต์มาส เป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองวันประสูตรของพระเยซูตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ในต่างประเทศที่มีผู้คนนับถือศาสนาคริสต์ จะถือว่าเอาช่วงเวลานี้เป็นวันหยุดยาว เพื่อให้ชาวคริสต์ได้กลับไปใช้ชีวิต พบปะ สังสรรค์และได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของพวกเขาในช่วงเวลาสำคัญแห่งปีนั้นเอง  และแน่นอนวันคริสต์มาสก็ทำให้เกิดประเพณี หรือวัฒนธรรมปฏิบัติเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการห้อยถุงเท้า การตกแต่งต้นคริสต์มาส แต่ละประเพณีมีความสำคัญอย่างไร วันนี้เฮเฟเล่จะพาไปรู้กัน

 

7 ธรรมเนียมวันคริสต์มาส (ฉบับออริจินอล) 



1. การแขวนถุงเท้า ( HANGING STOCKINGS)

เมื่อถึงช่วงเวลาวันคริสต์มาสอีฟ นิยมนำถุงเท้ายาวไปห้อยไว้ที่หน้าเตาผิง หรือที่ต้นคริสต์มาส เพราะเชื่อกันว่าซานตาครอสจะนำของขวัญที่อยากได้มาใส่ไว้ในถุงเท้านั่นเอง  แต่ความเป็นจริงแล้ว ที่มาของการแขวนถุงเท้ามาจาก ความเชื่อที่ว่า การวางหญ้าแห้งไว้ในรองเท้า เมื่อนักบุญนิโคลัส (ซานต้าคลอสคนแรก) เดินทางผ่านมา จะนำหญ้าแห้งมาเป็นอาหารให้กับลาของเขา  และจะทิ้งเหรียญเงินไว้ในรองเท้าเพื่อเป็นการตอบแทนนั้นเอง  หรือบางความเชื่อก็ว่า มีพี่น้อง 3 คน ฐานะยากจน ไม่มีเงินกระทั่งจะต้องไปทำงานโสเภณี เรื่องรู้ถึงนักบุญนิโคลัส จึงได้นำเหรียญทองไปหยอดลงปล่องไฟ แต่เหรียญกลับตกลงไปในถุงเท้าของ 3 พี่น้องที่แขวนไว้หน้าปล่องไฟ รุ่งเช้าเมื่อ 3 พี่น้องมาเจอเหรียญ ทำให้พวกเธอดีใจ และเลิกล้มความคิดที่จะไปเป็นโสเภณี ต่อมาก็มีผู้คนมากมายแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ โดยหวังว่าจะได้รับของขวัญในลักษณะเดียวกันบ้าง

 

 

2. เคาะประตูร้องเพลงเฉลิมฉลอง  (CAROLING)

ประเพณีอีกอย่างที่ยังปฎิบัติคือการไปเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้าน คนรู้จัก หรือญาติ เพื่ออวยพร และสร้างความสุขให้กับคนที่รักในวันคริสต์มาส ด้วยการรวมกลุ่มกันและเดินไปเคาะประตูทีละบ้าน เมื่อประตูถูกเปิด พวกเขาก็จะร้องเพลงหนึ่งหรือสองเพลง   เมื่อผู้ที่ได้รับการอวยพร ก็จะตอบแทนโดยให้ขนม อาหาร เครื่องดื่มแก่ผู้ที่มาร้องเป็นน้ำใจ เพลงที่นิยมร้องได้แก่  White Christmas,” “Santa Claus Is Coming to Town”  และ “Rudolph the Red-nosed Reindeer.” Oh Come, All Ye Faithful, Silent Night, Holy Night

ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าภาคธุรกิจ ห้างร้าน โรงแรม และสถานที่ต่างๆ ได้นำกิจกรรมนี้มาสร้างความสุขเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่อีกด้วย

 



3.  ต้นคริสต์มาส (EVERGREENS)

จุดเริ่มต้นมาจากประเทศเยอรมันนี โดยคนที่มีชื่อว่า “Martin Luther” ในตอนที่เขาเดินกลับบ้านเขาหันไปมองเห็นความสวยงามของแสงจันทร์ที่ทะลุกิ่งไม้เข้ามา พอถึงบ้านเขาก็เลยออกไปตัดต้นไม้ต้นเล็ก ๆ เข้ามาในบ้านและนำเทียนมาประดับ และนั่นก็ทำให้ประเพณีวันคริสต์มาสนี้แพร่หลายไปจนทั่วประเทศเยอรมันนี จนกระทั่งราชวงศ์อังกฤษนำการตกแต่งต้นไม้แบบนี้เข้ามาใช้อย่างจริงจัง จึงทำให้คนทั่วโลกหันมาตกแต่งต้นคริสต์มาสกันมากขึ้น

สำหรับต้นคริสต์มาส เปรียบเสมือน ต้นไม้ในแห่งสวรรค์ โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส

 
 

4. คู่สีแดง-เขียว  (THE COLORS RED AND GREEN)

เคยสงสัยไหมทำไมเทศกาลวันคริสต์มาสต้องเป็นสีแดง-เขียว สีแดงหมายถึงความรักผ่านพระโลหิตของพระเยซูบนไม้กางเขน และหมายถึงความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระเยซูของชาวคริสต์ โดยใช้ผลสีแดงจากต้นฮอลลี่เป็นสัญลักษณ์

สีเขียวหมายถึง ความมีชีวิตชีวา ความหวัง โดยใช้ต้น Evergreen เป็นสัญลักษณ์

 

5. เตรียมขนมและนมให้กับซานต้า (LEAVING MILK AND COOKIES FOR SANTA)

เชื่อกันว่าซานต้าจะมาหาเด็กๆ ในคืนวันก่อนคริสต์มาส เพื่อส่งมอบของขวัญที่เด็กๆ ปรารถนา ซานต้าต้องทำงานหนักเพราะต้องรีบส่งขวัญให้เด็กๆ ก่อนถึงเวลารุ่งเช้า ดังนั้นเพื่อเป็นการขอบคุณซานต้าที่ จึงเกิดประเพณีการวางคุ้กกี้พร้อมนมสด ไว้ข้างๆ เตาผิง สำหรับให้ซานต้า ในบ้างครั้งอาจจะมีแครอทให้สำหรับกวางเรนเดียร์ทั้ง 9 ตัวด้วย นิยมทำก่อนเข้านอน 



6. ดูหนังมาราธอน  (THE A CHRISTMAS STORY MARATHON ON TBS)

ในทุกๆ ช่วงวันคริสต์มาส ช่อง TBS รายการทีวีชื่อดังประเทศอเมริกัน จะเปิดภาพยนต์หรือหนังที่เกี่ยวข้องกับวันคริสต์มาสตลอดทั้งวัน หรือแบบมาราธอนนั้นเอง โดยส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาคริสต์มาสจะเป็นช่วงเวลาแห่งครอบครัว ผู้คนมากมายมักเดินทางกลับภูมิลำเนา ทานข้าวร่วมกัน ดังนั้นการได้ดูหนังในช่วงวันหยุดคริสต์มาสด้จึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มความสุขในกันกับครอบครัวที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน

7. ต้นมิสเซิลโท (MISTLETOE)

ต้นกำเนิดมาจากความเชื่อของขาวเคลท (Celtic) ในยุโรปในทุก ๆ หน้าหนาว จะมีหนึ่งคืนที่กลางคืนยาวกว่ากลางวัน หรือที่เรียกว่า “เหมายัน” ชาวเคลทนำต้นมิสเซิลโทเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิต และฮอลลีที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครองมาห้อยไว้หน้าประตูบ้านเพราะเชื่อว่าจะทำให้สามารถป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้ ถูกทำมาต่อ ๆ กันจนกลายเป็นอีกประเพณีวันคริสต์มาสไปแล้ว มักนิยมตกแต่งคู่กับ ใบฮอลลีที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง มาห้อยไว้หน้าประตูบ้านเพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ได้  

ยังเชื่ออีกว่า ผู้ชายจะถือโอกาสจุมพิตหญิงสาวที่ชอบหรือหมายปอง ใต้ต้นมิสเซิลโท หากสาวๆ ปฏิเสธ ก็จะได้รับความโชคร้ายตลอดทั้งปีและนี่ก็คือที่มาว่า หากได้จุ้บกับคนรักใต้ต้นมิสเซิลโทแล้วจะทำให้ความรักยาวนานตลอดไปนั้นเอง


 

และนี่คือที่มาที่ไปของประเพณีวันคริสต์มาส บางเรื่องก็เกิดมาแล้วกว่าร้อยปี บางเรื่องก็เป็นการบอกเล่าถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นธรรมเนียมวันคริสต์มาสให้เราได้เฉลิมฉลองกันจนถึงทุกวันนี้

-->